เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังกันอย่างเข้มงวดและเข้มข้น หลัง ‘รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 สุขภาพเด็ก’ ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บ่งชี้ว่า เด็กไทยกำลังมีความเสี่ยงด้านสุขภาพตั้งแต่ปฐมวัย และคุณภาพชีวิตของเด็กไทยกำลังถูกบั่นทอนจากสภาพแวดล้อมอันเป็นปัจจัยเสี่ยง ทั้งการเข้าถึงอาหารสำเร็จรูปที่ง่ายขึ้น การใช้เวลากับหน้าจอเพิ่มขึ้น การรุกคืบของบุหรี่ไฟฟ้า ไปจนถึงโรคที่เคยถูกมองว่าเป็นปัญหาสุขภาพของผู้ใหญ่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือภาวะไขมันผิดปกติ ที่เริ่มส่งสัญญาณก่อตัวให้เห็นตั้งแต่อายุยังน้อย
นี่ไม่ใช่เพียงแค่ความกังวลลอยๆ จากใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นข้อมูลที่อ้างอิงมาจาก ‘การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7’ ซึ่งมีการลงภาคสนามในช่วงปี 2567-2568 เพื่อสัมภาษณ์ ตรวจร่างกาย และตรวจทางชีวภาพในประชาชนทุกช่วงวัย ซึ่งรายงานฯ ชิ้นนี้ เป็นการรายงานผลการสำรวจสุขภาพเด็กอายุ 1-14 ปี ที่ได้จากการสำรวจสุขภาพฯ ครั้งที่ 7 ครอบคลุมทั้งลักษณะครอบครัว การเลี้ยงดูเด็ก พฤติกรรมสุขภาพ การบริโภคอาหาร สถานะสุขภาพ และภาวะโภชนาการ ฯลฯ
รายงานฯ ชี้ชัดว่า 1) เด็กที่อาศัยอยู่กับทั้งพ่อและแม่มีแนวโน้มลดลง การหย่าร้างของพ่อแม่สูงขึ้น 2) ปัจจัยเสี่ยงที่มีแนวโน้มเข้าใกล้ตัวเด็กมากขึ้น ทั้งบุหรี่ สุรา บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา 3) เด็กไทยนอนหลับน้อยลง และกิจกรรมทางกายที่เพียงพออยู่ในระดับต่ำ เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งไม่ควรใช้หน้าจอ เช่น จอโทรทัศน์ มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ฯลฯ มีเพียง 34.7% เท่านั้นที่ไม่ใช้หน้าจอ และพบว่าเด็กอายุ 10-14 ปี เข้าถึงสมาร์ตโฟนสูงถึง 96.8% ใช้เวลาเฉลี่ย 4.4 ชั่วโมง โดยใช้เล่นเกมมากกว่าการศึกษา 4) สถานการณ์การสูบบุหรี่ในเด็ก 10-14 ปี ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน ความชุกของการเคยสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นเป็น 8.5% จากในปี 2563 ที่อยู่ที่ 2.9% และมีเด็กที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้าถึง 7.1% และเด็กได้รับควันบุหรี่มือสองส่วนใหญ่ได้รับภายในบ้านตัวเอง 5) ภาวะโภชนาการในเด็ก 10-14 ปี พบเด็กมีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนมากขึ้น โดยพบว่าเด็กอ้วนมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิต ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ไขมันไม่ดี (LDL) ค่าเอนไซม์ตับ และระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าเด็กที่ไม่อ้วน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า ในอนาคตประเทศไทยอาจจะพบผู้ป่วย NCDs ในคนอายุน้อย เพิ่มมากขึ้น 6) ความตระหนักเรื่องความปลอดภัยลดน้อยลง เช่น สวมหมวกนิรภัย รวมทั้งพบเด็ก 10-14 ปี ที่เคยถูกข่มขู่ด้วยวาจา 8.4% มีเรื่องชกต่อยในโรงเรียน 11.8% และเริ่มพบปัญหาถูกลวนลามทางเพศและการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี นักวิจัย เครือข่าย สวรส. และหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องนี้ อธิบายว่า ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย ถือเป็นฐานข้อมูลระดับประเทศที่สามารถนำไปประกอบการประเมินสถานการณ์ ปรับปรุงนโยบาย ตลอดจนกำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการรับมือแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรายงานฯ ฉบับนี้ เป็นการรายงานผลการสำรวจสุขภาพเด็กอายุ 1-14 ปี ที่ได้จากการสำรวจสุขภาพฯ ครั้งที่ 7 ที่มีการเก็บข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยมุ่งวิเคราะห์ไปที่กลุ่มเด็ก เนื่องจากเด็กเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญที่จะนำไปสู่วัยผู้ใหญ่ สุขภาพเด็กในวันนี้จึงมีความหมายและมีผลกระทบต่อกำลังคน ภาระโรค และต้นทุนด้านสาธารณสุขของประเทศในอนาคต
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากรายงานสำรวจสุขภาพฯ รศ.พญ.เริงฤดี ระบุว่า ประเทศไทยต้องเร่งบูรณาการมาตรการควบคุมสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อสุขภาพ (Obesogenic and Risk environment) โดยเฉพาะการควบคุมการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า และสิ่งเสพติดรอบตัวเด็ก ควบคู่กับการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การปรับพฤติกรรมการใช้หน้าจอ และการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวด เพื่อลดอัตราการบาดเจ็บในเด็กอย่างยั่งยืน
เด็กเล็กไร้ทางเลี่ยง เหยื่อควันบุหรี่มือสอง
แน่นอนว่ามีหลากหลายปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ซึ่งเริ่มตั้งแต่ในบ้าน โรงเรียน สังคม ตลอดจนสิ่งที่รายล้อมชีวิตประจำวัน หากแต่สิ่งที่คุกคามเด็กอย่างรุนแรงในขณะนี้คือ ‘บุหรี่–บุหรี่ไฟฟ้า’ ซึ่งรายงานสำรวจสุขภาพฯ พบว่าพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพที่เกิดจากการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน
รศ.พญ.เริงฤดี อธิบายว่า การสำรวจสุขภาพฯ ครั้งที่ 7 เริ่มเก็บข้อมูลพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไป แตกต่างจากการสำรวจสุขภาพฯ ครั้งก่อนๆ ที่เก็บข้อมูลที่อายุ 15 ปีขึ้นไป นั่นทำให้เห็นภาพสถานการณ์ในกลุ่มเด็กอายุ 10-14 ปี ชัดเจนขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งการสำรวจสุขภาพฯ ครั้งนี้พบว่า แนวโน้มการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบในเด็กและวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดนักสูบหน้าใหม่ที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ ไม่เพียงเท่านั้น เด็กจำนวนไม่น้อยยังเติบโตท่ามกลางความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมในบ้าน โดยเฉพาะการได้รับควันบุหรี่มือสอง ซึ่งพบเด็กอายุ 1-5 ปี ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ ราว 46.5% อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้สูบบุหรี่ ซึ่งสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหอบหืด ที่พบว่าเพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 13.9% เป็น 15.8% และในเด็กที่ต้องอยู่ร่วมกับผู้สูบบุหรี่ในห้องเดียวกันทุกวัน อัตราการเป็นโรคหอบหืดสูงขึ้นถึง 20.6% มากไปกว่านั้น พบว่ามีเด็กจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่ตั้งแต่ก่อนเกิด โดยเด็กอายุ 1-5 ปี ประมาณ 3% มีแม่สูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ ขณะที่ 30% มีพ่อที่ยังสูบบุหรี่อยู่

ผงะ! เด็ก 10-14 ปี สูบบุหรี่ไฟฟ้า 6 หมื่นคน
สำหรับตัวอย่างการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนคือ กลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี จากการสำรวจสุขภาพฯ ครั้งที่ 6 มีประมาณ 2 แสนราย แต่การสำรวจสุขภาพฯ ครั้งที่ 7 เพิ่มขึ้นเป็น 4 แสนราย ขณะที่ในกลุ่มเด็กอายุน้อยลงมา คืออายุ 10-14 ปี พบว่า มีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าประมาณ 60,000 คนทั่วประเทศ
“ข้อมูลสะท้อนว่า การเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วัยประถมปลายและมัธยมต้น ซึ่งในอดีต นักสูบหน้าใหม่ หรือผู้ที่เพิ่งเคยสูบบุหรี่ครั้งแรก มักเริ่มสูบจากบุหรี่ธรรมดา แต่ในช่วงหลังปี 2565 เป็นต้นมา มีการแพร่หลายของบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง นักสูบหน้าใหม่จำนวนมากจึงเริ่มต้นจากบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าบุหรี่ธรรมดา และพบเด็กผู้หญิงเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งในอดีตสัดส่วนของผู้สูบบุหรี่ที่เป็นผู้หญิงไม่เกิน 10% แต่เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าเกิดขึ้น พบว่าสัดส่วนการสูบในเด็กผู้หญิงเริ่มใกล้เคียงกับเด็กผู้ชาย และเมื่อทีมวิจัยถามถึงอายุที่เริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรก พบว่าต่ำที่สุดอยู่ที่ 7 ปี หรือระดับชั้นประถมศึกษา ขณะที่อายุเฉลี่ยของการเริ่มสูบอยู่ที่ประมาณ 11-12 ปี หรือมัธยมต้น ต่างจากอดีตที่การเริ่มสูบบุหรี่มักเกิดในช่วงมัธยมปลาย” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว
“สะท้อนให้เห็น 2 ประเด็นสำคัญคือ เด็กไทยเริ่มสูบบุหรี่ในอายุน้อยลง โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า โดยภาพรวมพบว่า กว่า 70% หรือประมาณ 3 ใน 4 เป็นคนอายุต่ำกว่า 30 ปี ขณะที่เด็กผู้หญิงเริ่มเข้าสู่พฤติกรรมการสูบบุหรี่มากขึ้นต่างจากอดีตที่แทบไม่พบการสูบบุหรี่ในกลุ่มเด็กผู้หญิง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้นจากบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่าตกใจ” รศ. พญ.เริงฤดี ระบุ
มากไปกว่านั้น ยังพบอีกว่าในกลุ่มเด็กอายุ 10-14 ปี เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าจากการเห็นเพื่อนสูบ หรือสูบตามกลุ่มเพื่อน โดยช่องทางการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าอันดับหนึ่ง คือมาจากเพื่อน อันดับสอง คือซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งข้อมูลนี้ ต่างจากเด็กวัยรุ่นกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่เข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าจากออนไลน์เป็นหลัก สะท้อนให้เห็นว่าการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลยังคงเป็นช่องทาง แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะยังเป็นสินค้าผิดกฎหมายในประเทศไทย และภาครัฐจะเริ่มเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามก็ตาม แต่ยังคงมีช่องว่างบางส่วนที่ทำให้เด็กและวัยรุ่นสามารถสั่งซื้อได้ง่าย
ปัจจัยถัดมาที่ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น คือ ‘รูปลักษณ์และรสชาติ’ ที่แตกต่างจากบุหรี่แบบดั้งเดิม บุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันมีรสชาติ โดยข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพฯ พบว่า เด็กและวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเกือบทั้งหมดเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบมีรสชาติ โดยเฉพาะรสผลไม้ ซึ่งเป็นอันดับ 1 ที่เด็กเลือกสูบ รวมถึงการทำรูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกับของเล่น ทำให้เด็กเข้าถึงได้ง่าย

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าที่ยังมีน้อย เป็นปัจจัยหนึ่งที่ยังส่งผลให้วัยรุ่นไทยเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า แม้เด็กและวัยรุ่นไทยส่วนใหญ่จะรับรู้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตราย แต่ระดับความรู้ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด โดยผลสำรวจสุขภาพฯ พบว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กไทยทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 70%
“โครงสร้างครอบครัวก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญ เพราะเด็กไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด เติบโตภายใต้การดูแลของปู่ย่าตายาย ซึ่งองค์ความรู้เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าลดลงเรื่อยๆ โดยพบว่า ระดับความรู้ในกลุ่มผู้สูงอายุมีไม่ถึง 50%” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว
เสนอมาตรการ ‘บ้านปลอดบุหรี่’
บุหรี่ไฟฟ้าเป็นจุดเริ่มต้นของนักสูบหน้าใหม่ และยาเสพติดที่รุนแรงขึ้นในระยะถัดไป รศ.พญ.เริงฤดี ยังบอกอีกว่า ทุกวันนี้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย ฉะนั้นประเทศไทยยังคงต้องเดินหน้ามาตรการและคงสถานะการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกับการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งยังเป็นช่องทางสำคัญที่เด็กและวัยรุ่นเข้าถึงได้ง่าย ควบคู่กับการเร่งสร้างความรู้เท่าทันพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ไม่เฉพาะในกลุ่มเด็ก แต่จำเป็นต้องขยายไปถึงผู้ปกครอง ผู้เลี้ยงดู โรงเรียน และคุณครู เพราะสิ่งแวดล้อมทางสังคมมีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันการเริ่มสูบ
รศ.พญ.เริงฤดี เสนอเพิ่มเติมว่า อีกประเด็นที่งานวิจัยให้ความสำคัญ คือการได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ หรือการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ในบ้านและชุมชน ผ่านมาตรการบ้านปลอดบุหรี่ ซึ่งยอมรับว่าสถานการณ์โดยรวมดีขึ้น เมื่อเทียบกับ 10-20 ปีก่อน แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่ในบ้านยังเป็นช่องว่างสำคัญของการคุ้มครองเด็ก
การห้ามสูบบุหรี่ในบ้านจึงควรจะยกระดับเป็นมาตรการทางกฎหมาย ฉะนั้นประเทศไทยอาจต้องพิจารณามาตรการหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับบ้านปลอดบุหรี่ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยอาศัยอยู่ หรือประเภทที่อยู่อาศัยแบบรวม เช่น อพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียม ซึ่งมีการหมุนเวียนอากาศร่วมกัน เพราะแม้จะสูบบุหรี่ภายในห้องส่วนตัว ควันบุหรี่อาจส่งผลกระทบต่อผู้อื่นได้ ซึ่งในหลายๆ ประเทศมีกฎหมายห้าม แต่ประเทศไทยยังไม่มี










