Home / เรื่องเด่น ประเด็นร้อน / ชี้ยกเลิก Earmarked Tax คิดง่ายเกินไป ฟันธง ภาษีบาปไม่ขัดวินัยการเงินการคลัง ชี้มีผลงานเด่นชัด มีระบบตรวจสอบงบเข้มแข็ง

ชี้ยกเลิก Earmarked Tax คิดง่ายเกินไป ฟันธง ภาษีบาปไม่ขัดวินัยการเงินการคลัง ชี้มีผลงานเด่นชัด มีระบบตรวจสอบงบเข้มแข็ง

อาจารย์เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ซัดยกเลิก Earmarked Tax คิดง่ายเกินไป ฟันธง ภาษีบาปไม่ขัดวินัยการเงินการคลัง ชี้มีผลงานเด่นชัด มีระบบตรวจสอบงบเข้มแข็ง เตือนหากรื้อถอนส่งผลแย่ต่องานส่งเสริมสุขภาพระยะยาว ขาดความต่อเนื่อง กลับสู่ยุคต่างคนต่างทำ ผลประโยชน์ตกกับภาคธุรกิจ หลุดพ้นร่วมรับผิดชอบตามหลัก “ผู้ก่อผลกระทบต้องเป็นผู้จ่าย” ส่วนออกกฎกระทรวงเก็บภาษีเพิ่มทดแทน ยังไม่เห็นอนาคต แนะขันน็อตให้เป็นเรื่องๆ ดีกว่า

เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2569 รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ที่จะยกเลิกการนำเงินภาษีบาป (สุรา-ยาสูบ) เข้าสู่กองทุน และให้ไปขอรับงบประมาณในระบบปกติ โดยอ้างเหตุผลเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังให้เป็นมาตรฐานเดียวว่า ตนมองว่าการดำเนินการเรื่องนี้ยังไม่สมเหตุสมผล เพราะการตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสนริมสุขภาพ หรือ สสส. เป็นการปฏิวัติวิธีคิดการจัดการสุขภาพของไทยคือ “สร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคให้ดีก่อนการรักษา” โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่รักษายากและค่ารักษาสูงขึ้นทุกปี ถือเป็นโครงการระยะยาวที่ต้องทำต่อเนื่อง เพื่อไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้คน โดยใช้หลักคิดทางเศรษฐศาสตร์คือ “ใครเป็นผู้ก่อปัญหาหรือผลกระทบ ก็ควรเป็นคนจ่าย” ซึ่งวิเคราะห์แล้วรายการหลักๆ ก็คือเหล้า เบียร์ บุหรี่ จึงนำมาสู่การจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) หรือที่เรียกว่าภาษีบาป เพิ่มเติมอีก 2% จากที่ต้องจ่ายภาษีสรรพสามิต เข้าสู่กองทุน สสส. เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาพโดยตรง ซึ่งการใช้ Earmarked Tax ถือเป็นเรื่องทั่วไปในต่างประเทศ โดยเฉพาะงานทางด้านเกี่ยวข้องกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่มีความพยายามควบคุมไม่ให้มีมากจนเกินไป

รศ.ดร.นวลน้อย กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ให้เหตุผลเรื่องวินัยการเงินการคลัง จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ดี หัวใจสำคัญคือ การจัดเก็บเงินและนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีที่สุด ซึ่งประเด็นนี้ถูกโต้เถียงมาแล้วก่อนออก พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 ว่า Earmarked Tax ควรมีหรือไม่ ซึ่งขณะนั้นมี 3 องค์กร คือ สสส. ไทยพีบีเอส และกองทุนกีฬา แต่สุดท้ายการดีเบตก็เห็นตรงกันว่าใช้ Earmarked Tax แล้วได้ผลตรงประเด็น แต่ไม่ควรมี Earmaked Tax มากเกินไป จึงมีแก้ไขกฎหมายโดยมีการปิดเพดานของเงินกองทุน โดย สสส. กองทุนกีฬา และกองทุนผู้สูงอายุที่ออกมาใกล้เคียงกับกฎหมายวินัยการเงินการคลัง กำหนดกองทุนละ 2% ไม่เกิน 4 พันล้านบาทต่อปี ส่วนไทยพีบีเอสทีการกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นคือ 1.5% ไม่เกิน 2 พันล้านบาทต่อปี หากเอา 4 ฉบับนี้มารวมกันคือเงินที่อยู่ประมาณ 14,000 ล้านต่อปี เมื่อเทียบกับเงินงบประมาณรายได้ภาษีอากรปีที่แล้วจัดเก็บได้ 2.8 ล้านล้านบาท ก็ไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ ถือว่าอยู่ในส่วนที่น้อยมาก และมีการใช้เงินตรงกับเป้าหมายเจตนารมณ์เฉพาะ ถามว่าขัดวินัยการเงินการคลังไหม ก็มองว่าไม่ขัด เพราะเงินถูกนำไปใช้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลชัดเจน

“ที่สำคัญยังมีกระบวนการตรวจสอบการใช้งบประมาณที่เข้มงวดมาก อย่างกองทุน สสส. ประธานบริหารกองทุนคือนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายรองนายกฯ ส่วนรองประธานคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีผู้แทนจากหน่วยราชการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาพรวมการอนุมัติงบแต่ละปีก็ไม่ได้ง่าย ต้องผ่านการถกเถียง ทั้งยังมีการตั้งคณะกรรมการประเมินผลออกมาดำเนินการทุกปี ทั้งระยะยาว ระยะสั้น และรายงานผลการปฏิบัติงานรายงานต่อสภาเหมือนองค์กรอิสระทั่วไป ถือว่าครบวงจรทั้งการดูแลงบ การควบคุมเพดานงบ การตรวจสอบการใช้งบประมาณต่างๆ มีระบบอยู่แล้ว ซึ่งวงจรเช่นนี้มองว่าเข้มแข็งยิ่งกว่าหน่วยราชการด้วยซ้ำ ก็ยังมองไม่เห็นและไม่เข้าใจว่าจะมาทำเรื่องนี้ทำไม” รศ.ดร.นวลน้อย กล่าว

รศ.ดร.นวลน้อย กล่าวต่อว่า หากมีการเดินหน้าแก้ไขเรื่องนี้จริง มองว่ามีผลกระทบ คือ ทำให้งานสร้างเสริมสุขภาพที่ต้องทำระยะยาวเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้คนขาดความต่อเนื่อง เพราะการไปขอเงินงบประมาณรายปีเป็นเรื่องยากมาก โดยปกติโครงการด้านสังคมระยะยาวมักไม่ได้รับการสนับสนุน เพราะไม่ได้เห็นผลรูปธรรมเร็วเหมือนเรื่องอื่น รวมถึงอาจถูกตัดทอนงบประมาณตามนโยบายหรือการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลอีก นอกจากนี้ การไม่ได้เก็บภาษีเพิ่มอีก 2% คนก็ตั้งคำถามว่าผลประโยชน์อาจตกกับภาคธุรกิจ เปรียบเสมือนการลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการ โดยไม่ต้องเอาเงินมาดูแลแก้ปัญหาหรือร่วมรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้น รวมถึงสูญเสียการบูรณาการ เพราะหลายโครงการของ สสส. ได้เชื่อมประสานหน่วยงาน เงินเหล่านี้ไปช่วยอุดช่องว่างระหว่างหน่วยงานที่ทำร่วมไม่ได้ ให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น ถ้าทำลายกลไกตรงนี้ก็จะกลับไปแบบยุคเดิม ลักษณะต่างคนต่างทำแบบเดิม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อและประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ชี้แจงว่าจะมีการออกกฎกระทรวงปรับอัตราภาษีสรรพาสามิตมาชดเชย Earmarked Tax แทน รศ.ดร.นวลน้อย กล่าวว่า ตรงนี้เป็นเรื่องของอนาคตที่เราก็ไม่รู้หรือไม่แน่ใจว่า เมื่อยกเลิกแล้วจะไปเก็บเพิ่มหรือไม่ ส่วนถามว่าออกกฎกระทรวงก่อนได้หรือไม่แล้วค่อยยกเลิก ก็คงไม่ได้เพราะภาคธุรกิจคงโวย เนื่องจากต้องจ่ายเพิ่ม 7.5% ทั้งที่ยังไม่รู้ว่ายกเลิก Earmarked Tax ได้เมื่อไหร่ หากไปเก็บเพิ่มภาคธุรกิจก็ไม่ยอม เมื่อตอนออก พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ก็มีทางออกเรียบร้อยแล้ว สำหรับหน่วยงานที่จัดเก็บ Earmarked Tax ที่มีอยู่ก่อนแล้วก็ให้ยกเว้น แต่ไม่ให้ทำ Earmarked Tax เพิ่มอีก ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 องค์กรนี้อีก ถ้ารัฐบาลอยากขันน็อตให้แน่นขึ้นมีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากขึ้น ก็ให้ทำเป็นเรื่องๆ แต่การยกเลิก Earmarked Tax เป็นข้อเสนอที่ง่ายเกินไป ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาภายหลัง

“จริงๆ ยังมี Earmaked Tax ตรงอื่นอีกมากมาย หากแก้ไขก็ควรทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ รศ.ดร.นวลน้อยกล่าวว่า จริงๆ แล้ว Earmarked Tax ไทยมีเยอะ เช่น ค่าน้ำมันที่เราจ่าย ส่วนหนึ่งก็อยู่ที่กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน แบบนี้ก็ Earmarked Tax แต่รัฐบาลไม่แตะเลย ซึ่งควรต้องถูกตรวจสอบให้หมดถึงประสิทธิภาพของเงินนั้น